The Initial Years (in Thai)

[English] | [Thai]

A view of Assisi

ช่วงปีแรก

1.1. ให้เราทำความรู้จักสักหน่อยกับ สถานที่เกิดของนักบุญฟรันซิสและนักบุญกลาราแห่งอัสซีซี ดังเต อาลิกีเอรี ได้บรรยายไว้ในหนังสือ Divine Comedy ว่าอัสซีซี เป็นบูรพาทิศ ที่ซึ่งดวงอาทิตย์ขึ้น ( Canto X1 Paradiso , 52-54 ) ที่จริงแล้ว เขาเปรียบนักบุญฟรันซิสเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ในช่วงบริบททางดาราศาสตร์ของยุคกลาง ทำให้เราเห็นชีวิตและช่วงเวลาของนักบุญฟรันซิส และนักบุญกลาราซึ่งเป็น “ ดอกไม้น้อย “ ของท่าน

1.2. อัสซีซียังคงไว้ซึ่งความเป็นเมืองในยุคกลาง ตั้งอยู่เหนือหุบเขาอุมเบรีย ดินแดนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลทางภาคกลางอิตาลี เป็นภูมิภาคที่ไม่ใหญ่นัก แค่ 8456 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยภูเขา เนินเขา ป่าไม้ใจกลางเขตอัพเพนนายของคาบสมุทรอิตาลี มีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้ที่เป็นที่ราบ อัสซีซีอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 424 เมตร มองลงไปเห็นที่ราบหนึ่ง แต่เหนือเมืองเป็นภูเขาซูบาซีโอ ( 1290 เมตรจากระดับน้ำทะเล ) ภูเขาเป็นรูปโดม ปกคลุมด้วยป่าไม้ ปัจจุบันนี้อัสซีซีมีประชากรประมาณ 24,790 คน ซึ่งมีผู้คนน้อยกว่านี้มากในศตวรรษที่ 12 และ 13

1.3. โลกยุคกลางมีการปกครองด้วยสองขั้วอำนาจ นำโดยเฟรดเดริค บารบารอสสา จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายนำโดยพระสันตะปาปาอินโนเซ็นต์ที่สาม ยุคที่ถูกครอบครองทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่การกระทบกระทั่งและการสู้รบกัน โดยการแก่งแย่งอำนาจกันจากนักปกครองและนักบวช เป็นยุคที่ทำสงครามครูเสดเพื่อแย่งชิงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากความศรัทธาทางศาสนาและความกระหายทางการเมือง

1.4. ในหลายเมืองถูกครอบงำด้วยระบบศักดินา รวมทั้งอัสซีซีด้วย ซึ่งยังคงมีปราสาทที่ชื่อว่า ร็อคก้า มัจจอเร ให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ แม้ว่าปราสาทที่เราเห็นนี้จะไม่ใช่ปราสาทดั้งเดิมในศตวรรษที่12 ขุนนางมีอิทธิพลในเรื่องต่างๆอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามในปลายศตวรรษที่12 ได้มีชนชั้นทางสังคมเกิดขึ้นใหม่ เป็นต้นชนชั้นกลางของผู้ทำการค้าขาย ซึ่งแม้แต่เมืองเล็กอย่างอัสซีซี ก็แบ่งแยกชนชั้นผู้ดีขุนนาง ที่เรียกว่า majores หรือ boni homines กับอีกชนชั้นหนึ่งที่เป็นพ่อค้า ที่ได้อำนาจมาจากฐานะทางการเงิน ที่เรียกว่า minores หรือ homines populi ในการสลายขั้วอำนาจการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นที่เรียกว่า “ Comune “

Rocca Maggiore

1.5. นักบุญฟรันซิสเกิดมาในสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ในปี 1182 ยังคงถกเถียงกันถึงบ้านที่ท่านเกิด เนื่องจากสถานที่ต่างๆของอัสซีซี ต่างก็อ้างว่าเป็นบ้านเกิดของท่าน เช่น คีเอซา โนวา , ซานฟรันเชสโก ปิคโคลีโน , เดอะ แบร์นาโดเน หรือ TOR คาซา ปาแตนา สถานที่เหล่านี้ถูกพบอยู่รอบๆย่านใจกลางเมือง ที่เรียกว่า ปิอัสซา เดล โคมูเน ที่ล้อมรอบด้วยวิหารโรมันมิเนอวา และหอคอยตอเรเดลโปโปโล ในภาพวาดสีน้ำภาพแรก ซึ่งจีออตโตได้วาดบนผนังด้านบนของวิหารนักบุญฟรันซิสอัสซีซี เป็นรูปของย่านใจกลางเมือง ทัศนียภาพอาจถูกวาดเพิ่มเข้ามาในปัจจุบัน แต่ยังคงร่องรอยเดิมในสมัยของท่านนักบุญ

1.6. นักบุญฟรันซิสเป็นบุตรชายของนายปิเอโตร ดิ เบอร์นาโดเน พ่อค้าผ้าผู้ร่ำรวย จากการค้าขายในฝรั่งเศส ที่จริงแล้วภรรยาชื่อปิคา ที่เขาได้พบรักในเมืองโปรวองส์ ได้ให้กำเนิดนักบุญฟรันซิสขณะที่เขาไปค้าขาย เมื่อเขากลับมาเขาพบว่าบุตรชายได้รับศีลล้างบาปที่วิหารซาน รูฟิโน แล้ว และได้ตั้งชื่อว่า จิโอวันนี ซึ่งเขาไม่ชอบและตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ฟรันเชสโก

1.7. ทางตอนเหนือของเมืองของวิหารซานรูฟีโน มีเด็กอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นสิบเอ็ดปีต่อมาในปี 1193 เป็นเด็กหญิง เกิดในตระกูลผู้ดี มีชื่อว่า กลารา หรือ แคล์ ซึ่งแปลว่าแสงสว่าง กำเนิดในบ้านที่ร่ำรวย ซึ่งมองเห็นย่านใจกลางของวิหาร พ่อแม่ของกลาราชื่อฟาวาโรเน ดี ออฟเฟรดูชชี และนางออโตลานา นักบุญกลาราอยู่ในชนชั้นผู้ดี หรือ มาจอเรส ขณะที่นักบุญฟรันซิสอยู่ในชนชั้นพ่อค้า หรือ มินอเรส

1.8. ความตึงเครียดในเมืองอัสซีซีปะทุขึ้นราวๆปี1198 เป็นปีที่พระสันตะปาปาอินโนเซ็นต์ที่สามได้รับการเลือก พระองค์ได้แสดงให้ประจักษ์ถึงความเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงอำนาจสูงสุดของพระศาสนจักรแม้ในกิจการทางโลกด้วย ในฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น ดยุคคอนราดของอูรสลินเกน ผู้ปกครองปราสาทรอคกาแห่งอัสซีซี ในนามของพระจักรพรรดิ ได้เดินทางไปเมืองสเปลาโต เพื่อนำดัชชีของเมืองสเปลาโตไปสวามิภักดิ์พระสันตปาปาอินโนเซ็นต์ที่สาม ชาวเมืองอัสซีซีได้ถือโอกาสนี้เผาปราสาทจนราบเป็นหน้ากลอง ตอนนั้นนักบุญฟรันซิสคงอายุราวๆ16 ปี ซึ่งแน่ทีเดียวท่านคงเข้าร่วมในการกระทำครั้งนี้ด้วย ทำให้เมืองอัสซีซีประกาศอิสรภาพ ในฐานะโคมูเนอิสระ สงครามกลางเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ระหว่างชาวเมืองกับขุนนาง ทำให้ครอบครัวของนักบุญกลาราต้องหนีไปเมืองเปรูเจีย ที่อยู่ใกล้ๆ ที่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่าเมืองอัสซีซี พวกเขาคงได้กลับมาที่อัสซีซีอีกราวปี 1203 หลังจากได้มีการทำข้อตกลงสงบศึกระหว่างชนชั้นมะจอเรสและมินอเรส

1.9. ปี 1202 ขุนนางเมืองอัสซีซีที่หนีหลบภัยในเมืองเปรูเจียได้เผชิญหน้ากับชาวเมืองอัสซีซี นักบุญฟรันซิสได้เข้าร่วมต่อสู้ที่ชื่อว่าคอลเลสตราด้า กองกำลังของอัสซีซีถูกจับและขังคุก นักบุญฟรันซิสอยู่ในคุกหนึ่งปี เขาโชคดีที่พ่อเขารวยได้มาไถ่ตัวออกมา สุขภาพที่บอบบางส่งผลอย่างร้ายแรงต่อเขาในคุก ทำให้ต้องอยู่พักรักษาตัวนานในปี 1204

1.10. เมื่อนักบุญฟรันซิสแข็งแรงขึ้น ท่านได้ใฝ่ฝันอุดมการณ์ที่สูงส่ง นั่นคือการเป็นอัศวิน ท่านมีอายุที่จะได้เป็นอัศวิน อุดมการณ์นี้เป็นเนื้อร้องของเพลงที่ร้องโดยพวกทรูบาดูร์ ที่เที่ยวเดินทางตามเส้นทางใหม่ๆข้ามเทือกเขาแอปส์เข้ามาในคาบสมุทรอิตาลี ความรักของการเป็นอัศวิน ผนวกกับเกียรติยศที่ได้มีส่วนรบในสงครามครูเสด ได้ครอบงำจิตใจชายหนุ่มทั้งหลายรวมทั้งนักบุญฟรันซิสด้วย ในปี 1204 ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปเมืองปูลีเยทางใต้อิตาลี เพื่อเข้าร่วมสงครามครูเสดครั้งที่สี่ ท่านได้พบวอลเตอร์แห่งบริเอนเนและได้ร่วมกับกองกำลังของเขา แต่การผจญภัยนี้ดำเนินไปได้ไม่นาน วันรุ่งขึ้นหลังจากคืนที่กระสับกระส่ายในเมืองสเปลาโต (ผู้เขียนชีวประวัติท่าน ได้เล่าถึงนิมิตและความฝันของท่าน ) ท่านได้กลับมาอัสซีซี

1.11. นักบุญฟรันซิสได้รับคำเยาะเย้ยจากบิดาและเพื่อนฝูง อุดมการณ์ของท่านแตกสลาย มองไม่เห็นอนาคต บิดาต้องการให้ท่านดำเนินรอยตามโดยค้าขายผ้า ท่านอาจเลือกดำเนินชีวิตเดิมๆ สนุกสนานเต้นรำ กินเลี้ยงกับเพื่อนๆไปวันๆดังที่ท่านเคยทำ เพราะเพื่อนๆได้ยกให้ท่านเป็นพระราชาของความรื่นเริง ส่งเสียงดังร้องเพลงตลอดคืน ไปตามท้องถนนที่คดเคี้ยวของเมืองอัสซีซี แต่ท่านเบื่อหน่ายชีวิตอีกทึกครึกโครมกับเพื่อนฝูง ท่านจึงเริ่มท่องเที่ยวไปในชนบทของอัสซีซี ผู้เขียนชีวประวัติได้เล่าถึงช่วงของ “การกลับใจ” ช่วงเวลาพิเศษ สั้นๆเกิดขึ้นราวปลายปี 1204 ถึงต้นๆปี 1206 เป็นช่วงเวลาไตร่ตรองอย่างเข้มข้น

The advice of San Damian’s Crucifix and detail of the Crucifix

1.12. นักบุญฟรันซิสไปกับเพื่อนที่ไม่ระบุชื่อคนหนึ่ง ไปยังที่สงัด และได้เข้าไปใต้ถุนวัดคนเดียว ท่านอยู่ที่นั่นหลายชั่วโมง เมื่อกลับออกมาหาเพื่อน ท่านรู้สึกงงงวย หรือไม่ท่านก็ขี่ม้าไปที่ราบข้างล่างเมืองอัสซีซี ไปนิคมคนโรคเรื้อน ที่ท่านได้มีโอกาสตาต่อตากับคนโรคเรื้อน แม้ว่าจะยังสะอิดสะเอียนต่อภาพคนโรคเรื้อน ท่านลงจากหลังม้าและวิ่งไปหาโดยมอบเงินให้ และจูบทักทาย ภาพการพบปะนั้นเก็บไว้ในหัวใจท่าน และท่านระลึกถึงก่อนที่ท่านจะสิ้นใจด้วย ปลายปี 1205 มีเหตุการณ์หนึ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวท่านอย่างสิ้นเชิง ในวันนั้นท่านเข้าไปในโบสถ์ที่เก่ากึ่งทิ้งร้าง วัดนักบุญดามิอาโน ที่ซึ่งพระสงฆ์ชราผู้ดูแลวัด ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อน้ำมันมาใส่ตะเกียงต่อ หน้ารูปยุคไบซันทายเป็นรูปพระเยซูผู้ถูกตรึงกางเขน ท่านเข้าญาณจ้องมองไม้กางเขน ซึ่งยังคงเห็นได้ทุกวันนี้ในวิหารซานตากลาราของอัสซีซี พระเยซูกลับมีชีวิต ล้อมรอบด้วยเหล่าเทวาและนักบุญ พระเนตรเบิกกว้าง พระโลหิตไหลจากบาดแผล พระองค์ดูเหมือนไม่เจ็บปวด ไม้กางเขนนี้ได้พูดกับท่าน ผู้เขียนประวัติเล่าว่าพระเยซูบอกให้ท่านซ่อมแซม” วัดของเรา” ท่านประจักษ์แจ้งว่าท่านต้องทำการซ่อมแซมวัดอย่างรีบเร่ง วิธีที่ง่ายที่สุดที่ท่านทำได้โดยขนเอาม้วนผ้าขนาดใหญ่ไปขายและขายม้าด้วยที่เมืองโฟลีโย ท่านกลับมาที่วัดด้วยความปิติยินดี มอบเงินให้พระสงฆ์ชรา แต่เขาไม่ยอมรับเงินจากท่าน เพราะตะหนักว่าบิดาท่านนายปิเอโตร ดี เบอร์นาโดเน จะต้องเป็นฟืนเป็นไฟกับความพิสดารของบุตรชาย เขายอมให้ท่านนักบุญพักอยู่กับเขาในวัดนักบุญดามิอาโน ในฐานะผู้ถวายสักการะให้กับวัด ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะดำเนินชีวิตใช้โทษบาป

© copyright FIOR-Malta
Text by Fr. Noel Muscat ofm

source: http://198.62.75.1/www1/ofm/fra/FRAlife1.html

Copyright © 2012 OFM Thailand